ความหมายของสินทรัพย์

ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)

การคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรที่มีตัวตน
หมายถึง การกระจายราคาทุนของสินทรัพย์ เป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีต่างๆ ที่ได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์นั้น

ในทางบัญชี การคิดค่าเสื่อมราคา ถือเป็นการปันส่วนต้นทุน (Cost Allocation) อย่างหนึ่งราคาทุนของสินทรัพย์ถาวร จะถูกลดค่าลงด้วยจำนวนค่าเสื่อมราคา นับตั้งแต่วันที่เริ่มใช้จนถึงปัจจุบัน สำหรับสินทรัพย์ที่มีราคาทุนสูง และมีอายุการใช้งานนาน จะไม่นิยมนำค่าเสื่อมราคาที่คิดในแต่ละงวดไปหักจากราคาทุนสินทรัพย์โดยตรง แต่จะบันทึกไว้ในบัญชี ค่าเสื่อมราคาสะสม ซึ่งเป็นบัญชีปรับมูลค่า (Valuation Account)และนำไปแสดงหักจากสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องในงบดุล

ค่าเสื่อมราคาจัดว่าเป็นเงินทุนภายในที่สำคัญประเภทหนึ่ง สินทรัพย์ถาวรที่มีตัวตนเท่านั้นที่จะนำมาคำนวณค่าเสื่อมราคา เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นการหักค่าใช้สินทรัพย์ถาวรในแต่ละปี เนื่องจากสินทรัพย์ถาวรต้องจ่ายซื้อเป็นเงินทุนจำนวนสูง แต่ใช้ได้หลายปี เมื่อใช้ไปจะมีการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้ ได้แก่ อาคาร โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ เป็นต้น ยกเว้นที่ดิน ที่ไม่คิดค่าเสื่อมราคา เนื่องจากที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีการเสื่อมสภาพและราคาที่ดินมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา จึงต้องหักค่าเสื่อมราคาของการใช้เพื่อสะสมไว้ซื้อสินทรัพย์ถาวรชิ้นใหม่ ค่าเสื่อมราคาที่สะสมไว้นี้ เมื่อยังไม่ได้นำไปซื้อสินทรัพย์ถาวรชิ้นใหม่ สามารถนำมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับหมุนเวียนในกิจการได้

ความหมายของศัพท์ต่าง ๆ

  • ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) หมายถึง การปันส่วนมูลค่าเสื่อมสภาพของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้งานที่ ได้ประมาณไว้
  • ราคาซาก (Scrap value หรือ Salvage Value ) หมายถึง มูลค่าที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ถาวรนั้นได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน หักด้วยค่ารื้อถอนและค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสินทรัพย์นั้น (ถ้ามี)
  • มูลค่าเสื่อมราคาทั้งสิ้น (Acquired Value) หมายถึง ราคาต้นทุนเดิมของสินทรัพย์ที่มีการเสื่อมสภาพ หรือราคาอื่นที่นำมาใช้แทนซึ่งปรากฎอยู่ในงบการเงิน หักด้วยราคาซากที่ได้ประมาณไว้
  • มูลค่าเสื่อมราคาทั้งสิ้น = ราคาทุนของสินทรัพย์ – ราคาซาก
    (Acquired Value)              (Asset Value)                (Salvage Value)

อายุการใช้งาน (Useful life)   หมายถึง ระยะเวลาที่กิจการคาดว่าจะใช้ประโยชน์ จากสินทรัพย์ถาวรนั้น ๆ

มูลค่าสุทธิ (Net Value)    หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินหลังจากหักค่าเสื่อมราคาตั้งแต่ปีที่เริ่มใช้ทรัพย์สินจนถึงปัจจุบัน

ทะเบียนคุมสินทรัพย์ (Asset Control)   หมายถึง ทะเบียนที่ใช้บันทึกรายละเอียดการได้มาของสินทรัพย์อายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคา มูลค่าสุทธิ ของหน่วยงาน

การบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา
ปกติการคิดค่าเสื่อมราคาและบันทึกบัญชี ถือเป็นรายการปรับปรุงลงบัญชีในวันสิ้นงวดบัญชี ยกเว้น กรณีที่มีการโอน หรือจำหน่ายสินทรัพย์ออกจากบัญชีในระหว่างงวดบัญชี จะต้องทำการปรับปรุงค่าเสื่อมราคาในวันโอนหรือจำหน่ายสินทรัพย์นั้น ส่วนสินทรัพย์ที่มีราคาทุนไม่สูงมาก และอายุการใช้งานไม่นานนัก เช่น เครื่องมืออุปกรณ์บางอย่าง ได้แก่ ค้อน เลื่อย กรรไกร ฯลฯ ซึ่งเมื่อใช้งานไปแล้ว มักจะสูญหายหรือแตกหักได้ จึงควรตัดบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย

การประมาณการค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร
ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการคำนวณค่าเสื่อมราคามี 3 ประเภทคือ

  • 1.    ฐานในการคำนวณค่าเสื่อมราคา (Depreciation Base)
    มีมูลค่าสินทรัพย์ = ราคาทุน – ราคาซาก (สุทธิ)
  • 2.    ประมาณอายุการใช้งาน (Estimated Useful Life)
  • 3.    วิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคา (Depreciation Method)

วิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร
การคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรมีได้หลายวิธีที่ใช้กัน ค่าเสื่อมราคาที่ได้ในแต่ละวิธีก็จะทำให้มีเงินทุนภายในสะสมเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนแตกต่างกัน แต่เมื่อกิจการได้เลือกวิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาวิธีใดแล้ว ก็จำเป็นต้องใช้วิธีนั้นอย่างสม่ำเสมอทุกงวดบัญชี จะเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้น ซึ่งวิธีคิดค่าเสื่อมราคาสามารถคิดได้หลายวิธี คือ

ก. การคิดค่าเสื่อมราคาสำหรับสินทรัพย์เป็นรายชิ้น นิยมใช้กับสินทรัพย์ที่ระบุราคาทุนได้แน่นอน มีราคาสูง อายุการใช้งานนาน ได้แก่ อาคาร เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องจักร ฯลฯ มีวิธีคิดค่าเสื่อมราคาดังนี้

  •     1.) วิธีเส้นตรง (Straight – Line Method) : เป็นวิธีที่ง่ายและมีผู้นิยมใช้มาก เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาโดยเฉลี่ยมูลค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ให้เป็นค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีเท่า ๆ กัน ตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรนั้น ๆ สูตรในการคำนวณค่าเสื่อมราคา มีดังนี้
    ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ราคาทุนของสินทรัพย์ – ราคาซาก) / อายุการใช้งาน
  •     2.) วิธี Double – Declining Balance (DDB) : เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาอีกวิธีหนึ่ง โดยคิดในปีแรก ๆ สูงกว่าปีหลัง ๆ วิธีนี้เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบอัตราเร่ง นั่นคือ คิดเป็น 2 เท่าของวิธี Straight – Line และค่าเสื่อมราคาแต่ละปีก็จะนำจำนวน 2 เท่าของวิธี Straight – Line นี้ไปคูณกับมูลค่าเครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมราคาแต่ละปีออกเครื่องจักรหลังหักมูลค่าซาก
  •     3.) วิธี Units – of – Production Method : เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาตามความเป็นจริง ถ้าเครื่องจักรผลิต 100,000 ก็คือค่าเสื่อมราคา 100,000 ถ้าปีต่อมาผลิต 200,000 ก็แสดงว่าใช้เครื่องจักรมากขึ้น ก็ต้องคิดค่าเสื่อมราคามากขึ้น เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาตามจำนวนหน่วยที่ผลิตได้ (หน่วยของสินค้าที่ผลิตโดยใช้เครื่องจักรนั้น) ในแต่ละงวด ดังนั้น จึงต้องคำนวณว่าเครื่องจักรนี้ ตลอดอายุจะสามารถผลิตผลผลิตได้รวมทั้งหมดกี่หน่วย และแต่ละหน่วยของผลผลิตจะทำให้เครื่องจักรเสื่อมราคาเท่าใด จากนั้น จะสามารถหาได้ว่าแต่ละงวดการผลิต จะเกิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรนี้เท่าใด
  •     4.) วิธี Sum of Years’ Digits : เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบอัตราเร่งเช่นกัน คือ ค่าเสื่อมราคาในปีแรก ๆ จะมากและค่อย ๆ ลดลงในปีหลัง ๆ อัตรานี้นำมาคำนวณค่าเสื่อม คือ สัดส่วนของจำนวนปีที่เหลือของอายุการใช้งานของเครื่องจักร ต่อ จำนวนปีของอายุการใช้งานที่เหลือรวมกัน นั่นคือ
    • ปีที่ 1 อายุการใช้งานที่เหลือของเครื่องจักร    คือ  5   ปี
    • ปีที่ 2 อายุการใช้งานที่เหลือของเครื่องจักร   คือ  4   ปี
    • ปีที่ 3 อายุการใช้งานที่เหลือของเครื่องจักร   คือ  3   ปี
    • ปีที่ 4 อายุการใช้งานที่เหลือของเครื่องจักร   คือ  2   ปี
    • ปีที่ 5 อายุการใช้งานที่เหลือของเครื่องจักร   คือ  1   ปี
  •    ฉะนั้น จำนวนปีของอายุการใช้งานที่เหลือรวมกัน คือ 5+4+3+2+1 = 15
  • ดังนั้น    ค่าเสื่อมราคาปีที่ 5 =          1/15 (25,000)    =          1,667 บาท
  •     จากวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาวิธีต่าง ๆ ทั้ง 4 วิธีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ในแต่ละบริษัทไม่จำเป็นว่าต้องคิดค่าเสื่อมราคาด้วยวิธีการแบบเดียวกันหมด ทั้งนี้ แล้วแต่แนวคิดของบริษัทนั้น ๆ ว่าเป็นแนวคิดไหน และผู้บริหารจะรู้ว่าเงินทุนภายในมาจากค่าเสื่อมราคาเท่าไร

 

มีประโยชน์โปรดแชร์ต่อ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Start a Conversation

Your email address will not be published. Required fields are marked *